10 อาการ ที่บอกว่าคุณเป็นโรค “HIV” อย่ามองข้าม!

วันนี้ อาม่า ซีเคร็ท จะพาไปดู วิธีสังเกตอาการติดเชื้อ HIV ว่าร่างกายของเรานั้นเข้าข่ายการได้รับเชื้อมาหรือป่าว? แต่ละคนที่รักสนุกมากๆ ก็คงจะระแวงกันใช่มั้ยล่ะว่า เอ๊ะ!? เราเป็นเอดส์หรือป่าวนะ จะรู้ได้ยังไง มาดูคำตอบกันเลย โรคเอดส์ เมื่อได้ยินก็ขนลุกแล้วใช่ไหม โรคเอดส์ยังไม่ใช่ที่ยอมรับของสังคม เป็นโรคติดต่อที่น่ารังเกียจและน่ากลัวมาก โรคเอดส์นั้นมี 3 ระยะด้วยกัน ในระยะแรกยังไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นช่วงที่ได้รับเชื้อมา จะไม่มีอาการผิดปกติอะไรแม้แต่น้อยจะเหมือนกับว่าคนสุขภาพดีแข็งแรงเหมือนกับคนปกติ เลือดของผู้ที่ติดเชื้อนั้นจะเป็นผลบวกหลังจาก 4 สัปดาห์ไปแล้ว แล้วเราจะสังเกตอาการเหล่านั้นได้ยังไง ไปดูพร้อมๆ กันเลย

เราจะรู้ได้ยังไง ว่าร่างกายได้รับเชื้อ HIV?

ภายหลังการได้รับเชื้อ ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อ ในปัจจุบันในการวินิจฉัยว่า ติดเชื้อหรือไม่ เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรง แต่เป็นการตรวจว่าร่างกายเรามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ โดยการ ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV antibody) ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้ รับเชื้อมาใหม่ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนอง (ควรตรวจหลังจากเกิดความเสี่ยงแล้ว 3 เดือนขึ้นไป) ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วๆ ไป เช่น มีไข้ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้นๆ และหายไปได้เอง หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ เลย อาการข้างต้นจะเหมือนหรือคล้ายกับการติดเชื้อหวัด ทำให้บางรายไม่ได้สังเกตุ หรือบางรายอาจคิดว่าเป็นหวัด ทั่วๆ ไป เลยทำให้การสังเกตุจากลักษณะอาการหลังการติดเชื้อเป็นไปได้ยาก

อาการของโรคติดเชื้อ HIV 

อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIVเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง อาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถ วินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรม เสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต มักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
ท้องร่วง บางคนอาจจะเรื้อรัง
น้ำหนักลด
มีไข้
ไอและหายใจลำบาก

  เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้

เหงื่ออกกลางคืน
ไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง
ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
ท้องร่วงเรื้อรัง
ลิ้นเป็นฝ้าขาว
ปวดศีรษะ
ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
น้ำหนักลดฮวบ
การติดเชื้อฉวยโอกาส 
เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย
เพลียและเหนื่อยง่าย
บางคนมีผื่นตามตัว
เชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระดับเม็ดเลืดขาวที่เรียกว่าซีดีโฟร์ลดลงอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของเอชไอวี เกิดขึ้น เช่นฝ้าในปาก ผึ่นคันตามตัว น้ำหนักลด โดยส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อระดับซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 cell/mm3 อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปี ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรค ที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์ โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส จริงๆแล้ว ไม่อยากให้ยึดอาการเริ่มต้นเมื่อได้รับเชื้อ ว่ามีอาการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสรุปได้เลยว่าได้รับเชื้อแล้ว เพราะความเป็นจริงถึงแม้ข้อมูลทางวิชาการจะบอกไว้ว่า อาการเริ่มแรกเมื่อได้รับเชื้อไม่นาน ประมาณ 1-2 อาทิตย์จะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด อันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับเชื้อจะต้องมีอาการอย่างนี้ทุกคน แล้วก็ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการอย่างนี้คือการเริ่มได้รับเชื้อ เพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการที่ไม่ใช่การชี้ชัด อาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ เช่นอาจเป็นไข้หวัดจริง หรืออาจป่วยด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ อยากให้ยึดหลักการว่า การที่จะฟันธงว่าใครคนหนึ่งได้รับเชื้อ ควรดูจากผลการตรวจเลือดที่ 3 เดือนเท่านั้น เพราะการตรวจเลือดเนวิธีการที่ชัดเจน และแม่นยำ อีกทั้งยังไม่ทำให้เกิดความวิตกกังวลจนเกินไปของคนทั่วไป ในระหว่างรอระยะเวลาให้สามารถตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส HIV ได้นั้นช่วงนี้อาจเป็นข่วงที่เครียด มากๆ ผลของความเครียดอาจทำให้เราเกิดความผิดปกติเล็กๆน้อยๆของสภาพร่างกาย บวกกับความวิตกกังวล อาจเห็นว่าอาการนั้น อาการนี้ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้รับมา ก็จะยิ่งทำให้เราติดอยู่ในกับดักความเครียดเข้าไปอีก อยากให้พยายามใช้ความสงบเข้าไว้ครับ ใช้สมาธิมาเข้ามาเสริม พยายามทำให้ทุกอย่างดูเหมือนปกติเพราะ วิตกกังวลไปก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จะได้ไม่เสียสุขภาพจิตในระหว่างรอทำการตรวจ ในช่วงระหว่างนี้ให้ ระวังเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หรือให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากรอนานจนถึง 3 เดือน ก็อาจจะเข้าไปขอให้แพทย์ช่วยตรวจหาตัวเชื้อไวรัส HIV ให้แทน (ตรวจหาแอนติเจน) ซึ่งการตรวจหาแอนติเจนใช้ระยะเวลาหลังการเกิดความเสี่ยงไปแล้วประมาณ 1 เดือน ก็สามารถตรวจได้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการตรวจหาแอนติบอดีย์ทั่วๆไปแต่สุดท้ายก็ต้องมาตรวจหา แอนติบอดีย์อีกเมื่อครบ 3 เดือนอีกครั้ง เป็นยังไงกันบ้าง กับวิธีการสังเกตว่าเราเป็นผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV หรือไม่ หากถ้าเป็นล่ะก็ กำลังใจในการรักษา เพื่อที่จะได้มีชีวิตสู้ต่อไปนั้น สำคัญที่สุดเลยล่ะ เรียบเรียงโดย : TeeNoi